Categories
ข่าว

เรื่องของความมั่นคง!! ‘บิ๊กตู่’ ยัน ไม่ได้ใช้ปืนจี้ผลักดันชาวเมียนมากลับประเทศ ย้ำดูแลตามหลักมนุษยธรรมหากเกิดการสู้รบ

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 30 มี.ค.64 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีกลุ่มชาติพันธุ์ทะลักเข้าไทยและถูกผลักดันไป เพราะตอนนี้ผู้ที่รับผิดชอบหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพูดไม่ตรงกันว่า

ตอนนี้ยังไม่ถึงทะลัก แต่มีสื่อบางคนเอาภาพไปเผยแพร่ ซึ่งจริงๆ แล้วมีการเจรจาพูดคุยมาตลอด หลายคนก็เข้ามาในหมู่บ้านต่างๆ นำร่องมาก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่เจอก็ให้ชี้แจงและถามว่ามีปัญหาอะไรในประเทศและในส่วนที่เขาอยู่หรือไม่ ซึ่งได้ตอบกลับมาว่าไม่มี ดังนั้นเมื่อไม่มีก็ขอให้กลับไปก่อน ซึ่งไม่ใช่การเอาปืนผาหน้าไม้ไปที่ไล่ให้ออกไป แต่เป็นการจับไม้จับมืออวยพรให้กันด้วยซ้ำไป นั่นคือมนุษยธรรม และหากสถานการณ์รุนแรงขึ้นเราก็ต้องค่อยๆ แก้กันไป ทั้งนี้เรามีประสบการณ์เรื่องนี้มาหลายปี มีศูนย์อพยพ 9 ศูนย์ ที่ดูแลกว่า 4 แสนคนมา 10-20 ปีนี้เหลือแสนกว่าคน ซึ่งเดิมเคยสัญญาว่าจะเอากลับ แต่เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็ต้องหยุดไป และของใหม่ก็ต้องเตรียมการให้พร้อม

“เราต้องดูแลตามมนุษยธรรม ประสบการณ์เราเยอะเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ไม่มีการผลักดัน เราผลักดันไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเขารบๆ กันอยู่จะผลักดันไปได้ยังไง ถ้าไม่มีก็กลับไปก่อนได้ไหม”นายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้ทางฝั่งเมียนมาสถานการณ์ตรึงเครียดและมีกลุ่มคนหวังมาอยู่ตามแนวชายแดน ทางไทยจะอำนวยความสะดวกให้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ทำไมผมจะต้องพูดตรงนี้ เป็นเรื่องของความมั่นคง ถ้าถึงเวลาผมก็ตัดสินใจเอง เราจะไปพูดประกาศรับนู่นรับนี่ มันใช่ไหมล่ะ เข้ามาแล้วจะทำยังไงต่อไป ซึ่งเราก็ต้องเตรียมแผน จำเป็นต้องเข้ามาเราก็ดูแลเขา แค่นั้นเองอยากเปิดประเด็นเลยเรื่องนี้”พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง

เมื่อถามย้ำว่าต่างชาติให้ความสนใจว่าประเทศไทยมีนโยบายอย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อ้างว่าได้รับนโยบายให้บล็อกไม่ให้คนเมียนมาเข้ามาในประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราก็จำเป็น เพราะเป็นเขตแดนไทย การจะเข้ามาก็เข้ามาโดยถูกกฎหมาย แต่สถานการณ์การสู้รบมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเกิดภัยพิบัติเกิดการบาดเจ็บล้มตายจากฝั่งโน้นก็อาจเข้ามา ซึ่งเราก็ต้องหามาตรการของเราเตรียมไว้ ยืนยันไม่ได้ผลักดัน ถ้าเดือดร้อนจริงและมีการสู้รบ ในพื้นที่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่ตอนนี้เราจะไปประกาศโครมครามว่ายินดีรับใครเข้ามา มันก็ไม่ใช่ ส่วนแนวทางปฏิบัติมีหมดแล้ว ได้สั่งผู้บัญชาการทหารบก สั่งกระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งสั่งทุกหน่วยงานจนไม่รู้จะสั่งอย่างไรแล้ว แต่ละหน่วยงานก็มีวิธีการของตัวเอง ดังนั้นเรื่องอะไรที่อันตราย อย่าไปกระพือข่าวกันนักเลย

เมื่อถามว่าถ้าผู้ลี้ภัยมีจำนวนมากขึ้นจะประสานองค์กรต่างประเทศ เช่น ยูเอ็นเอชซีอาร์ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่ต้องประสานหรอก เขามาอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัว ซึ่งมีมาตลอด มาเสร็จแล้วบางทีก็ไปไม่ได้ก็ตอนนี้ จะไปอยู่ประเทศโน้นประเทศนี้แล้วไปได้สักกี่คน ก็ค้างกันอยู่แบบนี้ ทั้งหมดทุกคนก็มีความหวังจะไปประเทศโน้นใช่ไหม”

ช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่า “นี่เราคุยกันเฉยๆ คุยด้วยหลักการไม่ได้แก้ตัวอะไรทั้งสิ้น นายกฯ ก็ใจเย็นที่สุดแล้ว พูดกับสื่อต้องยิ้ม เดี๋ยวชอบหาว่าหน้างอหน้าหงิก บางทีมีเรื่องที่ต้องคิด หน้าตามันก็เลยเครียด แต่ผมเป็นคนใจดี ทุกคนรู้อยู่แล้ว”

เมื่อถามว่ามองว่าไทยแบกรับภาระความเสี่ยงตามแนวชายแดนมากเกินไปหรือไม่ในเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เมื่อกี้คุณพูดอีกอย่าง คุณถามว่าเราจะรับหรือเปล่า ทางนั้นบอกถ้ารับแล้วจะเป็นภาระต่อไป มันเป็นคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว ถ้าถามคำถามที่ 2 ก็ไปหาคำตอบจากคำถามที่ 1”

ในช่วงท้ายเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงสถานการณ์โควิดหรือไม่หากชาวเมียนมาทะลักเข้ามาตามแนวชายแดน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างหงุดหงิดอีกครั้งว่า “ไม่ห่วงอะไรเลยมั้ง แหม ทุกอย่าง ที่ทำนายกฯห่วงทั้งสิ้น“ก่อนจะเดินออกจากห้องแถลงข่าว